ชินบัญชร...สวดมนต์เพื่อพ่อหลวง
posted on 05 Dec 2007 18:39 by allmost in MULTIMEDIA
อะไีรดี...วันนี้วันพ่อ ก็ไปทำบุญกับพ่อและแม่มาแล้วเมื่อเช้า
กลับมากลิ้งเกลือกดูหนังจบไปอีก 1 เรื่อง... (Azumi II Death or Love?)
แล้วนอนๆนึกไปว่าเมื่อวันที่ 3 ธันวาทางโรงเรียนเชิญพระมาสวดมนต์เพื่อในหลวง
จำได้ว่าติดใจกับคาถาชินบัญชรมาก เพราะที่โรงเรียนเก่าเคยเปิดเพลงคาถาให้ฟังตอนนั่งสมาธิ
เป็นเพลงที่เพราะมาก เป็นเพลงสวดมนต์นะ...เลยลุกขึ้นมาสลัดตัวขี้เกียจออกไป
แล้วก็มานั่งหา...หาไม่ยากเพราะคีัย์เวิร์ดอยู่ที่ เพลง ชินบัญชร เท่านั้นก็มีให้พรึ่บ
คาถาชินบัญชรนี่เป็นพระคาถาที่สำคัญในพิธีกรรมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
แล้วต่อมาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีก็ได้นำมาปรับปรุงแก้ไข
เป็นบทสวดที่ป้องกันอันตราย เหมือนกำแพงที่คุ้มรอบตัว (กำลังนึกถึงมนต์ราชิลด์ของกั๊ชอยู่ - -")
แล้วก็เป็นคาถาที่สวดทำน้ำมนต์แก้โรคภัยได้
พอพูดถึงโรคภัยแล้วก็ึินึกถึงบทสวด โพชฌงคปริต เป็นบทสวดที่รักษาโรคภัย (เค้าว่างั้นนะ)
เอาไว้เดี๋ยวจะมาว่าใหม่ แหะๆ ขอพูดถึงพระคาถาชินบัญชรก่อน
อ้างอิงจาก Wikipedia...
|
ชินบัญชร มาจากคำว่า ชิน ซึ่งแปลว่า ผู้ชนะ อันหมายถึงพระชินเจ้าหรือพระพุทธเจ้า และคำว่า บัญชร ซึ่งแปลว่า กรง ลูกกรง ซี่กรง รวมกันเป็นชินบัญชร ซึ่งเป็นประดุจแผงเหล็กหรือเกราะเพชรที่แข็งแรง สามารถปกป้องคุ้มกันอุบัติภัย อันตรายและศัตรูหมู่มารทั้งปวงได้
ชินบัญชร ปัจจุบันใช้เรียกพระคาถาภาษามคธชุดหนึ่ง นัยว่าเป็นนิพนธ์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม เรียกว่า พระคาถาชินบัญชร ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถป้องกันสรรพอันตรายทั้งหลายได้เหมือนเกราะเพชรและให้โชคให้ลาภตามที่ปรารถนาได้
|
๑.ชะยาสะนาคะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา
๒.ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก มุนิสสะรา
๓.สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร
๔.หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก
๕.ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเล
๖.เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว
๗.กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเนนิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร
๘.ปุณโณ อังคุลิมาโลจะ อุปาลี นันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ตีละกา มะมะ
๙.เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
๑๐.ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
๑๑.ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา
๑๒.ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตะปาการะลังกะตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
๑๓.อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา
วะสะ โต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร
๑๔.ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา
๑๕.อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ
พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นอาทิ พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะพระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก
พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ พระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย
มุนีผู้ประเสริฐคือ พระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก
ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่
พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า พระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ
ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น
ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ
ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ
เครดิต - Wikipedia
บทสรุปของคำแปลก็ประมาณว่าขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาปกปักษ์รักษาชีวิตจากเหล่าศัตรูและโรคภัยต่างๆด้วย และก็จะมีสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์อยู่รอบๆตัวเราประมาณนั้น
แต่เราว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าเกิดจากจิตเรามีสมาธิ จิตของเราสงบจะทำอะไรก็รู้ตัวเสมอ เลยไม่เิกิดอุบัติเหตุอะไร แล้วก็ที่ไม่เกิดโรคเพราะใจเราไม่เครียด เมื่อใจเราไม่เครียดแล้วโรคก็จะเข้ามาเยือนได้ยาก (เว้นแต่ไปตากฝน นอนดึก ไม่รู้จักเวล่ำเวลาประมาณนั้น - -)
เฮ้อ หลังจากออกจากโรงเรียนเก่ามาได้ 3 ปีเศษๆ ก็ไม่ได้ฟังเพลงชินบัญชรอีกเลย
จน...เมื่อหลายเดือนก่อนไปวัดแล้วพระเค้าเปิดเพลงนี้พอดี
แบบว่า...เออ อยากรู้ว่าบทไหน ตอนนั้นไม่รู้ว่าบทไหนเป็นบทไหนด้วย
จำได้แค่บทหลักๆ แต่ชินบัญชรคือได้ยินแค่ชื่อ จำบทสวดก็ไม่ได้
คราวนี้ต้องขอบคุณโรงเรียนที่มีโครงการสวดมนต์
ไม่งั้นเราก็คงไม่ได้มานั่งฟังแบบนี้แน่ๆ ฮ่ะๆ
อื้อ...อยากถามว่าเราแปลกมั้ยที่สนใจเรื่องของธรรมะแบบนี้ (เพราะสอบเรียงความก็เขียนเกี่ยวกับธรรมะไปเต็มๆ)
ไม่รู้สินะ ด้วยความรู้สึกส่วนตัวแล้วคิดว่าโลกนี้ไม่ได้วุ่นวายหรอก แต่คนเราต่างหากที่วุ่นวาย
ถ้าคนเราสงบ อะไรๆที่เป็นอยู่ก็ึคงจะดีขึ้นกว่านี้ (มั้งนะ) แหะๆ
^^

#1 By Eddy on 2007-12-06 00:31